หลักสำคัญในการปลูกไม้ดอกประดับแปลง

หลักสำคัญในการปลูกไม้ดอกประดับแปลง โดย ศาตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์

          ในการปลูกไม้ดอกประดับแปลงเพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมให้สวยงามนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญคือ ชนิดและพันธุ์ไม้ดอก การเตรียมต้นพันธุ์ และการเพาะพันธุ์
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

ชนิดและพันธุ์ไม้ดอก

          การปลูกไม้ดอกประดับแปลงเพื่อให้เกิดความสวยงามนั้น จำเป็นต้องปลูกเป็นกลุ่มในแปลงขนาดไม่เล็กนัก ใช้ต้นจำนวนมาก ไม้ดอกที่จะนำมาปลูกจึงต้องมีคุณสมบัติสำคัญบางประการคือ ขยายพันธุ์ได้ง่ายโดยเฉพาะการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด อีกทั้งปลูกง่าย เลี้ยงง่าย ไม่ต้องการการดูแลเอาใจใส่มากนัก โตเร็ว ทรงพุ่มกว้าง กะทัดรัด ไม่สูงเก้งก้างจนเกะกะ ทนต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม  ออกดอกดก และดอกบานใกล้เคียงกันทีละหลายๆ ดอก เช่น  ดาวเรือง ดาวกระจาย เดือนฉาย ดอกไม้ไหว แพงพวย พิทูเนีย บีโกเนีย สร้อยทอง อิมเพเชียน หงอนไก่ และบานชื่น ยังมีไม้ดอกอีกหลายๆ ชนิดที่ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำยอด ใบ และกิ่งได้ง่าย แม้จะได้จำนวนต้นน้อยกว่าการเพาะเมล็ด แต่ปลูกง่ายเลี้ยงง่าย มีอายุการใช้งานนาน ได้แก่   ผกากรองเลื้อย เวอร์บีนา แพรเซี่ยงไฮ้ บานเย็น บานเช้า พยับหมอก กุหลาบหิน และกระดุมทอง

          ไม้ดอกที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการปลูกประดับแปลงมีมากมายหลายชนิด  ดังจะนำมากล่าวเป็นตัวอย่าง  ดังนี

          ๑)  ดาวเรือง  (Marigold)  ดาวเรืองที่นิยมนำมาปลูกประดับมี  ๒  พันธุ์  คือ
              - ดาวเรืองอเมริกัน  หรือ  ดาวเรืองแอฟริกัน  (African marigold) เป็นดาวเรืองดอกใหญ่  ความสูงของต้นตั้งแต่ ๑๕ – ๗๕ เซนติเมตร มี  ๓  สี  คือ  สีเหลือง สีทอง และสีส้ม เหมาะสำหรับปลูกประดับแปลง ทั้งในลักษณะที่ปลูกเลี้ยงในแปลงโดยตรง หรือปลูกเลี้ยงในกระถาง แล้วนำไปตกแต่ง โดยการฝังกระถางลงในแปลง หรือใส่ไว้ในภาชนะที่เตรียมไว้ ณ  สถานที่ที่ต้องการใช้ประดับ ดังที่กรุงเทพมหานครปฏิบัติในงานพระราชพิธีต่างๆ แต่ควรใช้พันธุ์ดอกสีเหลืองหรือสีทอง ไม่ควรใช้สีส้ม เพราะสีส้มเมื่อรวมกลุ่มกันแล้วสีจะไม่สดใส  ส่วนสีเหลืองหรือสีทองจะดูสดใสสวยงามกว่า โดยเฉพาะเมื่อวางเป็นกลุ่มใหญ่ ควรเลือกพันธุ์ที่มีต้นขนาดปานกลาง ไม่สูงมากจนดูเก้งก้างและต้นล้มเอนลงเมื่อถูกแรงลม หากมีความจำเป็นต้องใช้พันธุ์ต้นสูง ควรพ่นด้วยสารชะลอการเจริญเติบโต เพื่อให้ข้อปล้องสั้น และพุ่มต้นกะทัดรัด  ส่วนพันธุ์ที่มีต้นเตี้ยเกินไปก็ไม่เหมาะสม   เพราะไม่ได้สัดส่วนกับความกว้างของถนนและความโอ่โถงของสถานที่ที่จะนำไปประดับ แต่เหมาะที่จะปลูกลงแปลงเพื่อตกแต่งในที่ซึ่งต้องการประดับมากกว่า

            – ดาวเรืองฝรั่งเศส (French marigold) เป็นดาวเรืองดอกเล็ก ต้นเตี้ย ปลูกได้เฉพาะในฤดูหนาวเท่านั้น เพราะเป็นพันธุ์ที่ไวแสง กล่าวคือ ต้องการช่วงแสงในเวลากลางวันสั้นสำหรับการพัฒนาตาดอก แต่จะออกดอกดกมากจนแทบจะมองไม่เห็นใบหากปลูกในฤดูหนาว ส่วนในฤดูอื่นจะออกดอกเพียง  ๔ – ๕  ดอก  และเฝือใบ ดอกมี  ๓  สี  คือ สีเหลือง สีส้ม และสีแดง  มีทั้งดอกชั้นเดียวและดอกซ้อนความสูงตั้งแต่ ๑๕ – ๔๐ เซนติเมตร

          ๒) ดาวกระจาย  (Cosmos)  ที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ  มี  ๒  พันธุ์คือ
             – ดาวกระจายสีเหลือง (Cosmos sulphureus) ดาวกระจายประเภทนี้พบเห็นอยู่ทั่วไปในธรรมชาติทุกจังหวัดของประเทศไทย เป็นไม้ดอกล้มลุก ปลูกง่ายเลี้ยงง่าย ไม่ต้องดูแลรักษามากนัก แต่มีเฉพาะดอกสีเหลืองและสีส้มเท่านั้น มีทั้งดอกชั้นเดียวและดอกซ้อน มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางดอกประมาณ ๒.๕ เซนติเมตร ออกดอกดก มีทั้งต้นเตี้ยและต้นสูง ที่สังเกตได้ชัดคือ ใบมีลักษณะคล้ายใบของต้นเบญจมาศ

            – ดาวกระจายสีอื่น (Cosmos bipinnatus)  ดาวกระจายประเภทนี้มีสีขาว สีชมพู  สีม่วง สีบานเย็น และสีแดง ไม่มีสีเหลือง ใบมีลักษณะคล้ายผักชีลาว ดอกมีขนาดใหญ่ชั้นเดียว เส้นผ่าศูนย์กลาง  ๕ – ๗  เซนติเมตร  ความสูงของต้นตั้งแต่  ๕๐  เซนติเมตรขึ้นไป  แต่สามารถทำให้เตี้ยลงด้วยการพ่นสารชะลอการเจริญเติบโตตั้งแต่ต้นยังเล็กๆ ปัจจุบันมีพันธุ์ใหม่ที่น่าสนใจอีกหลายพันธุ์  ซึ่งพันธุ์ดังกล่าวมีสีสันของดอก ตลอดจนดอกและกลีบดอกแปลกใหม่ไปจากพันธุ์เดิม เป็นการพัฒนาพันธุ์ไปในทางที่ดีขึ้นทั้งสิ้น

          ๓) ดอกไม้ไหว (Coreopsis)  ชนิดที่ปลูกประดับในปัจจุบันมี  ๒  สี  คือ  สีเหลืองและสีแดง แต่มักปลูกปะปนกันไป  ดอกดกมาก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางดอก ๒ เซนติเมตร ก้านดอกที่ยาวจะโยกไหวตามแรงลมตลอดเวลา ดูมีชีวิตชีวา ติดเมล็ดได้ง่าย และสามารถเก็บเมล็ดไว้ขยายพันธุ์ในรุ่นต่อๆ ไปได้อีก

          ๔) เดือนฉาย  (Gaillardia) เป็นไม้ดอกที่สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี มีอายุการออกดอกค่อนข้างยาว พันธุ์ที่ออกมาใหม่ๆ มีดอกสีแดงเข้มขอบเหลือง และดอกสีเหลืองทอง พุ่มต้นสูงเพียง ๓๐ เซนติเมตร

          ๕) แพงพวย (Vinca) เป็นไม้ดอกที่ทนแล้งมาก และไม่ชอบที่ชื้นแฉะ หากรดน้ำมากเกินไปจะทำให้ต้นเน่าตาย พันธุ์ดั้งเดิมมีต้นสูงใหญ่ ออกดอกประปราย ดูไม่เด่นสะดุดตา พันธุ์ใหม่ในปัจจุบันต้นเตี้ยลงเหลือเพียง ๑๕ เซนติเมตร และถ้าปลูกไปนานๆ จะค่อยๆ สูงขึ้นอย่างช้าๆ อยู่ได้นานหลายปีที่สำคัญคือ  มีดอกดก และขนาดดอกใหญ่ขึ้น มีหลายสีสวยงามไม่แพ้อิมเพเชียน แต่ปลูกง่ายเลี้ยงง่าย ไม่ต้องดูแลมากนัก จึงเหมาะที่จะปลูกประดับในที่ซึ่งดูแลไม่ทั่วถึง

          ในสถานที่ที่มีปัญหา และไม่ต้องการให้มีหญ้าขึ้นรก อาจนำแพงพวยเลื้อยลงปลูกแทน แพงพวยเลื้อยจะสามารถเลื้อยคลุมดินได้ดี แต่ละต้นสามารถเลื้อยแผ่ไปได้ไกลถึง  ๖๐  เซนติเมตร  พันธุ์ที่มีจำหน่ายมีทั้งสีขาว สีชมพู  และคละสี

          ๖) พิทูเนีย (Petunia) เมล็ดมีขนาดค่อนข้างเล็กมาก แต่ไม่มีการขยายพันธุ์ด้วยวิธีอื่นที่สะดวกและได้จำนวนต้นมากเท่าวิธีเพาะเมล็ด จึงนิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้ ปัจจุบันมีเมล็ดพิทูเนียในรูปแบบใหม่ ทำให้สะดวกในการเพาะ หลังจากได้ต้นกล้าแล้ว การปลูกและดูแลรักษาอื่นๆ ทำได้ง่ายมาก เมื่อออกดอกและดอกบานเต็มแปลงจะสวยงามมาก มีหลายสี  หลายพันธุ์ และหลายประเภท แต่ประเภทที่ควรนำมาปลูกเป็นไม้ประดับแปลงในประเทศไทยควรเป็นพิทูเนียประเภทดอกใหญ่ชั้นเดียว ที่เรียกว่า  Single  grandiflora แม้ว่าเมล็ดจะมีราคาค่อนข้างแพง แต่ก็คุ้มค่า ดอกมีสีครบทุกสี  ทั้งสีอ่อนและสีแก่ เจริญเติบโตได้ดีมาก เหมาะสำหรับการปลูกประดับ แต่ถ้าไม่ชอบดอกขนาดใหญ่ ควรเลือกประเภท Single multiflora ซึ่งมีดอกดกมาก   และเมล็ดมีราคาย่อมเยากว่า

          ๗) ฟล็อกซ์ (Phlox) ฟล็อกซ์มีดอก ๒ แบบ  คือ แบบกลีบดอกมน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางดอกประมาณ  ๒.๕  เซนติเมตร และแบบกลีบดอกจักเป็นฟันเลื่อย ซึ่งมีดอกเล็กกว่าแบบกลีบดอกมน  มีดอกดกทั้ง  ๒  แบบ แต่ที่นิยมปลูกประดับแปลงเพราะดูแปลกตาดี  ได้แก่  กลีบดอกจัก ซึ่งจำหน่ายเมล็ดคละสีอยู่ในซองเดียวกัน หากปลูกในฤดูหนาว ดอกจะดกกว่า     และสวยกว่าปลูกในฤดูอื่น

          ๘) สร้อยไก่ (Celosia plumosa)   พันธุ์ดั้งเดิมมีเฉพาะสีเหลือง  จึงมีชื่อเดิมว่า   สร้อยทอง   แต่ปัจจุบันมีเพิ่มขึ้นอีกหลายสี  คือ   สีชมพู  สีแดง  สีบานเย็น  และสีส้ม   ตลอดจนสีครีม   และสีแดงอมม่วง  มีทั้งช่อดอกป้อมสั้น  และยาวรี   ที่สำคัญคือ  พุ่มต้นไม่สูงมาก   และออกดอกดก

          ๙)  หงอนไก่ (Celosia cristata)  มีพันธุ์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมากมาย ทั้งต้นสูงและต้นเตี้ย โดยเฉพาะพันธุ์ที่มีสีสดใสกว่าพันธุ์เดิม  คือสีเหลือง สีชมพู และสีแดงสด หากปลูกรวมกันในแปลงเป็นกลุ่มใหญ่จะสวยงามมาก

          ๑๐)  แพนซี  (Pansy)  ปกติเป็นไม้ดอกที่ต้องการแสงแดดจัด แต่ในประเทศไทยมีอากาศค่อนข้างร้อน แม้ในฤดูหนาว อากาศก็ไม่เย็นพอ ดังนั้นการปลูกแพนซีให้มีดอกสวยงามควรปลูกใต้เงาไม้  หรือร่มเงาโขดหิน หรือให้ได้รับแสงแดดรำไร หรือแสงแดดในช่วงเช้า แพนซีมีรูปร่างและสีสันของดอก ตลอดจนลวดลายภายในดอกแปลกไปจากไม้ดอกอื่นๆ แต่ละดอกประกอบด้วยหลายสี ถ้าปลูกคละสีในแปลงเดียวกันจะมองเห็นเหมือนหน้าแมวที่ชูหน้าสลอนรับแสงแดดยามเช้า เป็นไม้ดอกที่มีพุ่มต้นเตี้ย แต่ก้านดอกจะส่งดอกโผล่พ้นต้นขึ้นมา และหันหน้ารับแสงอาทิตย์เกือบทุกดอก เมล็ดลูกผสมชั่วแรก (F1 hybrid) มีราคาค่อนข้างแพง แต่ดอกมีขนาดใหญ่ และดอกดก หรืออาจจะเลือกปลูกเมล็ดผสมชั่วที่ ๒  (F2  hybrid) แทนก็ได้   ซึ่งเมล็ดมีราคาย่อมเยากว่า แต่ดอกสวยพอๆ กัน

          ๑๑)  กาเซเนีย  (Gazania) เป็นไม้ดอกอีกชนิดหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะมีพุ่มต้นเตี้ย ออกดอกดก มีหลายสี หากนำมาปลูกคละสีในแปลงเดียวกันจะดูสวยงามมากกว่าแยกสีทำนองเดียวกับแพนซี  พันธุ์ที่ผลิตออกมาใหม่ในปัจจุบันมีพุ่มต้นสูงประมาณ  ๓๐ เซนติเมตร และมีพันธุ์ที่ออกมาใหม่ล่าสุดสูงเพียง  ๒๐  เซนติเมตร แต่ดอกดกมาก

          ๑๒)  รักแรก (Dahlia)  รักแรกที่นำมาปลูกประดับแปลงควรเป็นประเภทต้นเตี้ยหรือสูงปานกลาง และดอกไม่ใหญ่มากนัก ไม่ควรมีสีเข้มหรือมืดจนเกินไป อาจปลูกคละสีได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่มีการแยกจำหน่ายเมล็ดแบบแยกสี พันธุ์ที่น่าสนใจคือ พันธุ์ชนิดดอกซ้อน แต่ถ้าเป็นดอกกึ่งซ้อน พุ่มต้นกะทัดรัด  ดอกมีหลายสีตั้งแต่สีขาว สีชมพู  สีม่วง สีส้ม สีแดง และสีอ่อนแก่ต่างๆ กัน นอกจากใช้ปลูกประดับแปลงแล้ว บางพันธุ์ที่มีดอกขนาดปานกลาง กลีบดอกมีการจัดเรียงเป็นไปอย่างมีระเบียบ  และก้านดอกแข็งแรง ก็สามารถปลูกเป็นไม้ตัดดอกได้

          ๑๓)  ผีเสื้อ (Dianthus  หรือ  Pink) เป็นไม้ดอกที่ต้องการอากาศค่อนข้างเย็นสักเล็กน้อย แต่ถ้าปลูกในฤดูหนาวก็ไม่มีปัญหาส่วนใหญ่มีกลีบดอกชั้นเดียว  พุ่มต้นสูงเพียง ๑๕ – ๓๐ เซนติเมตร   พันธุ์ที่น่าสนใจที่สุดซึ่งเป็นพันธุ์ที่ออกมาใหม่คือ   พันธุ์ชุดคาร์เพ็ต (Carpet series) ส่วนพันธุ์ชุดชาร์ม (Charm series) นั้นยังได้รับความนิยมเช่นเคย เพราะมีสีที่หลากหลายมากกว่าพันธ์ุชุดคาร์เพ็ต  พันธุ์ที่ออกใหม่ล่าสุดมีต้นเตี้ยที่สุด คือสูงเพียง ๑๐ เซนติเมตร พุ่มต้นกะทัดรัด  มีเพียง  ๒ สี  คือ สีชมพู และสีแดง  ออกดอกเร็วมาก ใช้เวลาเพียง ๕๐ วัน  เรียกว่า พันธุ์อินสแตนต์มิกซ์เจอร์ (Instant mixture)

          ๑๔)  ผักเสี้ยนฝรั่ง  (Cleome) เป็นไม้ดอกที่มีความสูงมาก แต่มีช่อดอกใหญ่หลายสี  หากปลูกประดับแปลงในพื้นที่กว้าง  หรือปลูกเป็นฉากหลังจะสวยงามมาก โดยเฉพาะปลูกคละสี  เพราะสีของผักเสี้ยนฝรั่งดูหวานทุกสี พันธุ์ที่ออกใหม่ได้แก่   พันธุ์ชุดควีน (Queen series) มีสีขาว สีชมพูอ่อน สีชมพูแก่  สีม่วงอ่อน  สีม่วงแก่ และสีม่วงอมฟ้า น่าดูมาก

          ๑๕) ยาสูบดอก (Nicotiana) มีเมล็ดจำหน่ายอยู่เพียง  ๒  ชุด  คือ  ชุดโดมิโน (Domino  series)  และชุดนิกกิ (Nicki  series)  ซึ่งมีครบทุกสี  คือ สีขาว สีชมพู สีแดง และสีเหลือง แต่ชุดโดมิโนมีพุ่มต้นสูงประมาณ  ๓๐  เซนติเมตร ส่วนชุดนิกกิสูงประมาณ  ๔๕  เซนติเมตร

          ๑๖) บานชื่น (Zinnia)   เป็นไม้ดอกที่ต้องเพาะ หรือหยอดเมล็ดลงในกระถาง หรือในแปลงปลูกโดยตรง เพราะถ้ามีการย้ายกล้า รากได้รับความกระทบกระเทือน จะชะงักการเจริญเติบโต มีหลายพันธุ์ทั้งต้นสูงและต้นเตี้ย แต่พันธุ์ที่เหมาะสำหรับการปลูกประดับแปลง  หรือปลูกลงกระถางแล้วนำไปประดับไม่ควรสูงเกิน ๓๐ เซนติเมตร การจัดเรียงของกลีบดอกควรมีระเบียบพอสมควร กลีบดอกที่แผ่ออกดูเรียบร้อยสวยงามกว่ากลีบดอกเป็นหลอด มีหลายสีคือ สีขาว  สีครีม สีชมพู  สีเหลือง   สีส้ม สีแดง  พันธุ์ในชุดพีเทอร์แพน (Peter Pan series) และชุดแดชเชอร์ (Dasher  series)  ซึ่งเป็นลูกผสมชั่วแรก  ราคาเมล็ดค่อนข้างแพง  แต่ดอกสวย  ขนาดดอกใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ  ๖ – ๘  เซนติเมตร เหมาะที่จะปลูกมากที่สุด

          ๑๗) ดาห์ลเบิร์กเดซี (Dahlberg daisy)  พันธุ์ที่เหมาะสมที่สุดคือ พันธุ์โกลเดนฟลีซ (Golden  fleece)  มีพุ่มต้นสูง ๒๐ เซนติเมตร ดอกดกมาก หากปลูกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ จะสวยกว่าปลูกแยกต้น ดอกสีเหลืองทองจะทำให้ดูสวยงามมาก นอกจากปลูกประดับแปลงแล้ว ยังเหมาะที่จะปลูกเป็นไม้กระถางนำไปจัดสวน  และประดับสถานที่  นอกจากนี้ ยังมีไม้ดอกอีกหลายๆ ชนิดที่เหมาะสมในการปลูกประดับแปลง แต่ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำจากยอด  หรือกิ่ง  หรือใบ ได้ง่ายและสะดวกกว่าการเพาะเมล็ด ได้แก่  เวอร์บีนา  ผกากรองต้น  ผกากรองเลื้อย  บานบุรี  ฟ้าประดิษฐ์  กระดุมทองบานเย็น บานเช้า พยับหมอก  พวงทองต้น สร้อยทอง บีโกเนีย แววมยุรา กุหลาบหิน กุหลาบหนู  แพรเซี่ยงไฮ้  และไม้ดอกอื่นๆ อีกหลายชนิด
[กลับหัวข้อหลัก]

กุหลาบหิน

อิมเพเชียน

ดาวเรืองฝรั่งเศส

พิทูเนีย
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การเตรียมต้นพันธุ์

          การเตรียมต้นเพื่อนำไปปลูกในแปลงอาจได้จากการเพาะเมล็ด  หรือจากการปักชำก็ได้ แล้วแต่ความสะดวกและความเหมาะสมของไม้ดอกแต่ละชนิด  ดังที่ได้ยกตัวอย่างไว้ข้างต้น  แต่สำหรับการปลูกไม้ดอกประดับแปลงแล้ว  การเตรียมต้นจากการเพาะเมล็ดน่าจะเหมาะสมที่สุด ถึงแม้ว่าจะมีความไม่สะดวกอยู่บ้าง แต่ก็สามารถแก้ไขได้ข้อดีและข้อเสียของการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
           ก. ข้อดี มีดังนี้
               ๑. เมล็ดไม้ดอกในปัจจุบันมีคุณภาพดีในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านความบริสุทธิ์และอัตราการงอกของเมล็ด ตลอดจนความรวดเร็วในการงอก และความแข็งแรงของต้นกล้า และที่สำคัญคือ ได้มีพัฒนาการทั้งรูปแบบและรูปทรง รวมทั้งขนาดของเมล็ดพันธุ์ให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีการเพาะปลูกในปัจจุบัน ซึ่งพัฒนาไปเร็วมาก ทำให้ผู้ปลูกสามารถเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์ในรูปแบบต่างๆได้ตามความต้องการตามเทคโนโลยีที่ใช้ ตลอดจนกำลังทรัพย์
               ๒. อุปกรณ์ที่ใช้ในการเพาะ   หาได้ง่าย   ราคาถูก
               ๓. วัสดุที่ใช้ในการเพาะมีอยู่ทั่วไป
               ๔. วิธีการเพาะไม่ยุ่งยาก
               ๕. ไม่จำกัดสถานที่เพาะ จะเพาะที่ไหน เมื่อใดก็สามารถทำได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องใช้สถานที่พิเศษในการเพาะแต่อย่างใด ในสภาพธรรมชาติของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นภายใน หรือภายนอกอาคารก็มีความเหมาะสมด้วยประการทั้งปวงอุณหภูมิที่ค่อนข้างร้อนอบอ้าวแบบภูมิอากาศในประเทศไทย มีส่วนช่วยให้เมล็ดงอกได้เร็วขึ้น
               ๖. การขนย้ายเมล็ดและต้นกล้าทำได้สะดวก ไม่ยุ่งยาก เพียงแต่มีตะกร้าพลาสติก ขนาด ๓๐ x ๔๕ เซนติเมตร ก็สามารถเพาะเมล็ดได้ถึง ๕๐๐ – ๒,๐๐๐  เมล็ด
               ๗. ต้นกล้าที่ได้จากเมล็ดจะมีรากแก้ว ทำให้ต้นเจริญเติบโตดีกว่า แข็งแรงกว่า อีกทั้งมีความสม่ำเสมอตลอดจนความสมบูรณ์ของต้นดีกว่าต้นที่ได้จากการขยายพันธุ์ด้วยวิธีอื่นๆ
               ๘. ได้จำนวนต้นเร็วในปริมาณมากๆ ในระยะเวลาเพียง ๕ – ๗  วัน โดยที่การขยายพันธุ์ด้วยวิธีอื่นๆไม่สามารถทำได้
               ๙. ราคาต่อต้นถูกกว่าการขยายพันธุ์โดยวิธีอื่นๆ
               ๑๐. สามารถเก็บรักษาเมล็ดเพื่อรอเวลาปลูกได้ หากยังไม่ต้องการปลูก หรือยังไม่ถึงฤดูกาลปลูก เพียงเก็บเมล็ดไว้ในที่แห้งและเย็น โดยใส่ไว้ในขวดแก้วฝาเกลียว ปิดฝาให้มิดชิด วางไว้ในตู้เย็นที่ใช้ภายในบ้านจะสามารถเก็บไว้ได้นานหลายเดือน โดยที่ไม่สูญเสียอัตราการงอกมากนัก

          ข. ข้อเสีย มีดังนี้
               ๑. หาซื้อเมล็ดยาก เมล็ดที่ดีมีคุณภาพและตรงตามพันธุ์มักไม่มีวางจำหน่าย ทั้งนี้เพราะเมล็ดไม้ดอกส่วนใหญ่จะสูญเสียอัตราการงอกเร็วมาก ถ้าอยู่หรือเก็บไว้ในสภาพที่ไม่เหมาะสม หรือแม้วางไว้ในอุณหภูมิห้องธรรมดา การนำเมล็ดใส่ซองวางจำหน่ายที่หน้าร้านให้ตากแดดตากฝนเพื่อรอคนมาซื้อจะทำให้เมล็ดเสียหาย จนไม่มีอัตราการงอกเหลืออยู่เลย จึงไม่มีใครกล้าเสี่ยงนำเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดีมาวางจำหน่าย

               ๒. ราคาแพง  เมล็ดที่ดีมีคุณภาพสูง และตรงตามพันธุ์จะมีราคาแพงหรือค่อนข้างแพง โดยเฉพาะเมล็ดที่เป็นลูกผสมชั่วแรก  หรือเมล็ดชนิดพิเศษดังจะกล่าวต่อไป แม้จะติดต่อซื้อโดยตรงจากบริษัทผู้ผลิตในต่างประเทศ ราคาก็ยังแพงอยู่  ดังนั้นการเพาะเมล็ดจึงต้องทำอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้จำนวนต้นมากที่สุด จึงจะคุ้มค่ากับการลงทุน ซึ่งเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ไม่มีการสั่งเมล็ดเข้ามาวางจำหน่ายตามแผง เพราะเสี่ยงต่อการขาดทุน

               ๓. ความงอกต่ำ แม้จะตรงตามพันธุ์ แต่ถ้าเป็นเมล็ดเก่า และเก็บด้วยวิธีไม่ถูกต้อง อัตราการงอกจะลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ จนไม่คุ้ม ซึ่งผู้ปลูกจะไม่สามารถทราบล่วงหน้า หรือไว้วางใจได้เลย ถ้าหากซื้อเมล็ดจากผู้จำหน่ายที่เชื่อถือไม่ได้

               ๔. ไม่ตรงตามพันธุ์  ด้วยเหตุผลข้างต้นที่ว่า เมล็ดที่มีคุณภาพดี  และตรงตามพันธุ์ ราคาจะค่อนข้างแพง ถ้ามีการวางจำหน่าย ผู้ค้าจำเป็นต้องบวกผลกำไรไว้ด้วย ราคาจะยิ่งแพงมากขึ้น ทำให้จำหน่ายยาก ดังนั้นผู้ค้าจึงนิยมจำหน่ายเมล็ดคุณภาพปานกลาง หรือคุณภาพต่ำ คือเพียงแต่เป็นเมล็ดไม้ดอกชื่อนั้นๆ เท่านั้น แต่จะเป็นพันธุ์ไหนนั้นไม่สำคัญ ส่วนใหญ่บรรจุอยู่ในซองกระดาษ มีรูปดอกสวยๆ ของไม้ดอกชนิดนั้นๆ  ติดอยู่หน้าซอง ดูสวยงามมาก โดยบรรจุซองละ ๑๐ –  ๒๐  เมล็ด ราคาจำหน่าย ๕ – ๑๐  บาท แต่เมื่อนำไปเพาะแล้วอาจจะไม่งอกเลย หรืองอกเพียง ๔ – ๕  ต้น  ที่สำคัญคือ เมื่อออกดอกแล้วอาจจะไม่เหมือนกับที่แสดงรูปไว้หน้าซองก็ได้ 



          กล่าวโดยสรุปได้ว่า การขยายพันธุ์ไม้ดอกด้วยการเพาะเมล็ดมีทั้งข้อดีและข้อเสีย การแก้ปัญหาของข้อเสียอาจกระทำได้ในบางส่วน เช่น  ในเรื่องคุณภาพเมล็ด หากติดต่อโดยตรงกับบริษัทผู้ผลิตหรือผู้ค้า ก็จะสามารถกำหนดชนิดและพันธุ์ได้ตามที่ต้องการ  และตรงตามพันธุ์ในราคายุติธรรม  อีกทั้งจะได้เมล็ดที่ดีมีคุณภาพด้วย ส่วนปัญหาอื่นๆ ในการเตรียมต้นจากการเพาะเมล็ดมีไม่มากนัก จะมีบ้างก็เป็นปัญหาเล็กๆ น้อยๆ  อันเนื่องมาจากเทคนิคการเพาะ  เพื่อให้ได้จำนวนต้นมากที่สุด   และต้นสมบูรณ์ที่สุดในระยะเวลาอันสั้น          ขนาดของเมล็ด
          เมล็ดไม้ดอกจะมีขนาดต่างๆ กันตามชนิดของไม้ดอกคือ  มีตั้งแต่ขนาดเล็กมากเช่น เมล็ดกุหลาบหิน และบีโกเนีย ซึ่งเมล็ดหนัก  ๑  ออนซ์ จะมีจำนวนถึง ๒ – ๒.๕  ล้านเมล็ด  ส่วนเมล็ดขนาดเล็กธรรมดาคือ  เมล็ดกล็อกซิเนีย  และแอฟริกันไวโอเลต จะมีจำนวน ๘๕๐,๐๐๐ – ๑,๐๐๐,๐๐๐  เมล็ด ต่อน้ำหนัก ๑ ออนซ์

รูปแบบของเมล็ด

          เมล็ดที่มีจำหน่ายโดยบริษัทที่มีชื่อเสียงมี  ๒  ชนิด  คือ
          ๑. เมล็ด “ธรรมดา” (Standard seed)
          หมายถึง เมล็ดที่ได้จากกรรมวิธีการผลิตธรรมดา ไม่วิจิตรพิสดาร หรือใช้เทคโนโลยีพิเศษใดๆ ไม้ดอกที่มีเมล็ดขนาดเล็กโดยธรรมชาติก็ยังคงเล็กอยู่เช่นเดิม เมล็ดที่มีขนหุ้มรอบๆ เมล็ด หรือมีเมือกหุ้มเมล็ด  หรือมีหางติดอยู่กับเมล็ดก็ยังคงมีอยู่  รูปทรงดั้งเดิมของเมล็ดเป็นเช่นใด จะบิดเบี้ยว กลมรี หรือรูปทรงเป็นแท่ง ก็คงเป็นเช่นนั้น จะไม่มีการดัดแปลงเสริมแต่งใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งเมล็ดบางชนิดอาจจะเพาะได้ยากมาก  เพราะมีขนาดเล็กเกินไป หรือมีน้ำหนักเบามาก ดังเช่น  บีโกเนีย  และพิทูเนีย จนคนเพาะท้อถอย  เลิกปลูกเลี้ยงไม้ดอกทั้ง  ๒  ชนิดนี้ไปแล้วก็มี หรือบางชนิดมีรูปร่างบิดเบี้ยวไม่ได้มาตรฐานกับเครื่องเพาะเมล็ดไฟฟ้าที่นิยมใช้ในหมู่ผู้ปลูกในปัจจุบัน ดังนั้นถ้าหากไม่มีการดัดแปลงรูปทรงของเมล็ดให้เหมาะสมกับเครื่องเพาะเมล็ด ก็ไม่สามารถจำหน่ายได้
          ๒.  เมล็ด  “พิเศษ”  (Special  seed)
          หมายถึง เมล็ดที่ผ่านกรรมวิธีการผลิตพิเศษกว่าเมล็ดธรรมดา มีการดัดแปลงเสริมแต่งหรือปรับปรุงให้ดีขึ้น เพื่อแก้ปัญหาที่เมล็ดชนิดนั้นๆ ประสบ  และเพื่อความสะดวกสบายของผู้ปลูก  เช่น  เมล็ดไม้ดอกที่มีขนาดเล็กมากๆ  เช่น  บีโกเนีย  และพิทูเนีย  ได้มีการหุ้ม หรือพอกเมล็ดด้วยวัสดุบางอย่างให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อสะดวกในการเพาะ  เรียกว่า  “Pelled  seed”  เมล็ดพืชบางชนิด  เช่น  มะเขือเทศ  และบานไม่รู้โรย  จะมีขนหุ้มเมล็ด  ทำให้ได้จำนวนเมล็ดต่อน้ำหนักน้อยลง จึงมีการเอาขนหุ้มเมล็ดออก เรียกว่า “Deffuzzed  seed” เมล็ดบางชนิดมีหาง ซึ่งเหมาะที่จะขยายพันธุ์ในสภาพธรรมชาติ  คือสามารถปลิวไปตามลมได้ง่าย แต่หางทำให้เกะกะในการเพาะ  โดยเฉพาะการเพาะด้วยเครื่อง  เช่น  เมล็ดดาวเรือง  จึงได้มีการเด็ดหางออก  คงเหลือไว้เฉพาะตัวเมล็ดเท่านั้น เรียกว่า “Detailed  seed” เมล็ดบางชนิดมีน้ำหนักเบามาก เมื่อทำการเพาะด้วยมือหรือด้วยเครื่องก็ตาม เมล็ดจะถูกพัดพา หรือฟุ้งกระจาย หรือปลิวไป ไม่ตกลงตรงที่หมาย จึงได้มีการหุ้มเมล็ดเพื่อเพิ่มน้ำหนักเมล็ดด้วยแกรไฟต์  เรียกเมล็ดในรูปแบบนี้ว่า “Speed  seed” เมล็ดบางชนิดอาจไม่มีปัญหา  ทั้งในเรื่องรูปร่าง  ขนาด  และน้ำหนัก แต่ต้องการให้มีอัตราการงอกสูงขึ้น งอกและโตเร็วขึ้นกว่าเดิม มีความสม่ำเสมอในการงอกและการเจริญเติบโต จึงมีการพัฒนารูปแบบขึ้นใหม่ด้วยเทคนิคที่ปกปิดเป็นความลับของบริษัท โดยเมล็ดชนิดนี้มีคุณภาพดีมาก แต่ราคาจำหน่ายแพง เรียกว่า  “High  energy  seed” เมล็ดไม้ดอกที่ใช้เทคนิคในลักษณะนี้  มีอยู่หลายชนิด  ได้แก่ อะเจอราตุม   รักแรก อิมเพเชียน บีโกเนีย  พิทูเนีย ซัลเวีย และแพงพวย นอกจากนี้ยังมีเมล็ดอีกรูปแบบ  คือ  “Genesis seed”  ซึ่งมีวางจำหน่ายในราคาต่อเมล็ดแพงที่สุด  แต่มีคุณภาพดีที่สุดในทุกๆ ลักษณะ  คุณสมบัติของเมล็ดคล้ายกับ  High Energy seed  แต่เหนือกว่าในทุกด้าน เมล็ดไม้ดอกที่วางจำหน่ายในรูปแบบนี้ ได้แก่  บีโกเนีย  พิทูเนีย สแนปดรากอน แพนซี แอหนัง (Dusty Miller) และแพงพวย

[กลับหัวข้อหลัก]

บีโกเนีย ชนิดช่อดอกตั้ง
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การเพาะพันธุ์

          ก. วัสดุเพาะ ในต่างประเทศนิยมใช้พีตและเวอร์มิคิวไลต์  ส่วนในประเทศไทยมักจะเพาะในดิน แต่มักเกิดปัญหาต้นกล้าเป็นโรค  เนื่องจากมีเชื้อโรคตกค้างอยู่ในดิน จึงควรเพาะในวัสดุที่สะอาด ปราศจากเชื้อโรค อีกทั้งไม่เป็นกรดเป็นด่างจัด  มีการระบายน้ำและถ่ายเทอากาศดี ในขณะเดียวกันก็กักเก็บความชื้นได้ดีด้วย ซึ่งจะหาวัสดุที่มีคุณสมบัติดังกล่าวครบถ้วนได้ยากมาก  จากการทดลองพบว่า ทรายก่อสร้างที่ร่อนเอากรวดหินออกแล้ว ผสมกับขุยมะพร้าวที่ได้จากเส้นใยของกาบมะพร้าวที่ใช้ประโยชน์แล้ว ในอัตราส่วน  ๑ : ๑  และ  ๑ : ๒  จะเหมาะสำหรับเมล็ดไม้ดอกทั่วๆ ไปที่มีขนาดไม่เล็กนัก หรือเมล็ดที่มีขนาดใหญ่ หากเป็นเมล็ดที่มีขนาดเล็กมาก ดังเช่น เมล็ดบีโกเนีย และพิทูเนีย ควรเพาะในใบก้ามปูหมักที่ร่อนแล้ว   ผสมกับทรายในอัตราส่วน  ๒ : ๑  แทน           ข. อุปกรณ์ที่ใช้ในการเพาะ  ควรเพาะในตะกร้าพลาสติกขนาด  ๓๐ x ๔๕   เซนติเมตรโดยประมาณ จะสะดวกและปลอดภัยกว่าเพาะลงบนพื้นดินโดยตรง ทั้งนี้เพราะสะดวกในการเตรียมวัสดุและเตรียมการเพาะ อีกทั้งทำการเพาะได้ประณีตกว่า ดูแลได้ทั่วถึงการป้องกันมดแมลงตลอดจนศัตรูอื่น เช่น  จิ้งหรีด ทำได้ง่ายกว่า สามารถควบคุมความชื้นและอุณหภูมิ   ตลอดจนแสงได้ตามความเหมาะสม เพราะสามารถย้ายตะกร้าไปมาได้ เมื่อเมล็ดงอกแล้วสามารถย้ายไปไว้ในที่ที่เหมาะสมได้ง่าย และยังหนีภัยธรรมชาติได้ด้วย แม้จะทำงานขนาดใหญ่เพียงใดก็ตาม เช่น ต้องการเตรียมต้นกล้าเป็นหมื่นเป็นแสนต้น ก็สามารถทำได้ทั้งสิ้น ทั้งนี้เพราะตะกร้าขนาด ๓๐ x ๔๕ เซนติเมตร  สามารถเพาะเมล็ดได้ถึง ๕๐๐ – ๒,๐๐๐  เมล็ด ถ้าเมล็ดมีอัตราการงอกร้อยละ ๘๐  จะใช้ตะกร้าในการเพาะเมล็ดจำนวน ๑๓๐,๐๐๐ เมล็ด  เพื่อให้ได้จำนวนต้น  ๑๐๐,๐๐๐  ต้น   เพียง  ๕๐ – ๒๕๐  ตะกร้าเท่านั้น หากวางตะกร้าบนกระเบื้องแผ่นเรียบขนาด ๑.๒๐ x ๒.๔๐ ตารางเมตร จะใช้กระเบื้องเพียง ๒ – ๑๒ แผ่น ทั้งนี้เพราะกระเบื้อง ๑ แผ่น รองรับตะกร้าได้ถึง  ๒๔  ใบ


ค. วิธีการเพาะ
 ให้กรุตะกร้าพลาสติกด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์  ทั้งที่ก้นและด้านข้างของตะกร้า แล้วบรรจุวัสดุเพาะที่มีความชื้นพอเหมาะไม่ถึงกับแฉะ ลงไปในตะกร้าอย่างหลวมๆ ให้สูงจากก้นตะกร้าประมาณ ๘ เซนติเมตร เกลี่ยผิวหน้าวัสดุให้เรียบเสมอกันโดยตลอด แล้วใช้สันไม้หนาประมาณ ๑-๒  เซนติเมตร กดลงบนวัสดุเพาะเบาๆ เพื่อทำร่องสำหรับหยอดเมล็ด   แต่ละร่องห่างกันประมาณ  ๒ เซนติเมตร ลึกประมาณ ๑-๒ เซนติเมตร ถ้าทำร่องตามทางยาวของตะกร้าจะได้ประมาณ ๑๑-๑๒  แถวต่อ  ๑  ตะกร้า

          การหยอดเมล็ดลงในร่องนั้น หากยังไม่ชำนาญควรฝึกทำก่อน โดยใช้ทรายละเอียดแทนเมล็ดจริง ซึ่งแต่ละคนอาจมีวิธีการทำไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ควรหยอดให้แต่ละเมล็ดกระจายอย่างสม่ำเสมอในแต่ละร่อง กลบร่องด้วยวัสดุเพาะให้เต็ม   แล้วใช้แท่งไม้หน้าเรียบลักษณะคล้ายแปลงลบกระดาน ตบบนผิววัสดุเพาะเบาๆ เพื่อให้วัสดุเพาะกระชับกับเมล็ด และทำให้ผิวหน้าวัสดุเรียบ ตัดกระดาษหนังสือพิมพ์ให้พอดีกับตะกร้า ปิดทับลงบนผิวหน้าวัสดุให้มิดพอดีๆ รดน้ำให้ชุ่มด้วยบัวรดน้ำชนิดฝอย  คะเนให้น้ำซึมลงไปในวัสดุเพาะมากพอ แล้วนำกระบะเพาะไปเก็บไว้ในที่ที่ปลอดภัยจากสัตว์เลี้ยงและแมลงศัตรูพืช อาจวางบนร้าน หรือยกพื้นกลางแดด หลังจากนั้นรดน้ำเช้า-บ่าย  วันละ  ๒  เวลา เมล็ดส่วนใหญ่จะงอกภายใน ๓-๕  วัน ดังนั้นก่อนรดน้ำในตอนเช้าของวันที่ ๔  และ ๕  ควรตรวจสอบความงอก  โดยการเปิดกระดาษออกดู  ถ้าเมล็ดงอกในปริมาณที่มากพอใกล้เคียงกับอัตราการงอกที่กำหนดไว้ ต้องเปิดกระดาษออกทันที ถ้าวางกระบะเพาะไว้ภายในอาคาร  ควรจัดให้ต้นกล้าได้รับแสงแดดในช่วงเช้า และงดน้ำ ๑-๒  วัน เป็นการบังคับให้รากหยั่งลึกลงไปหาน้ำในระดับล่างของวัสดุเพาะ  ทำให้รากของต้นกล้าเจริญเติบโตดี  มีปริมาณรากมาก และแข็งแรงด้วย แต่ถ้าเป็นการเพาะเมล็ดในที่โล่งแจ้งกลางแดดอยู่แล้ว เมื่อเมล็ดงอกและเปิดกระดาษออกแล้ว ต้นกล้าจะได้รับแสงแดดเต็มที่โดยไม่แสดงอาการเหี่ยวเฉา  หากต้นกล้าแสดงอาการเหี่ยว ไม่ควรงดน้ำ

          วิธีการเพาะเมล็ดดังที่กล่าวมานี้ อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดหากได้ลงมือปฏิบัติ และประสบปัญหาด้วยตนเอง ซึ่งการแก้ปัญหาของแต่ละบุคคลย่อมไม่เหมือนกัน ดังนั้นวิธีการเพาะที่ดีและเหมาะสมย่อมแตกต่างกันได้ ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ การเพาะเมล็ดโดยการทำร่องเป็นแถวๆ แทนการหว่านเมล็ดไปทั่วทั้งตะกร้า จะเป็นการแก้ปัญหาการเน่าของต้นกล้าได้

          การเพาะเมล็ดเป็นแถวจะให้ผลดีกว่าการหว่านเมล็ดด้วยประการทั้งปวง โดยเฉพาะลดความเสียหายเนื่องจากโรคโคนเน่าของต้นกล้า ทั้งนี้เพราะมีการถ่ายเทอากาศได้ดีกว่า และถ้าเกิดโรคเน่าขึ้น โอกาสที่จะลุกลามติดต่อกันเองเกิดได้ช้าลง ที่สำคัญคือ สะดวกในการย้ายต้นกล้าออกปลูก โดยสามารถย้ายทีละแถว โดยไม่ทำให้รากของต้นกล้าแถวข้างเคียงกระทบกระเทือน อีกทั้งถ้าไม่สามารถย้ายเสร็จทั้งตะกร้าภายในวันเดียวได้ ก็ไม่ทำให้ต้นกล้าที่เหลือเสียหาย

          สรุปได้ว่า  การเพาะเมล็ดไม้ดอกจะประสบผลสำเร็จเพียงใด  ขึ้นอยู่กับปัจจัย  ๓ ประการคือ 
               ๑. เมล็ดดี  เมล็ดที่นำมาเพาะจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้
                    –  ยังมีชีวิตอยู่
–  ผ่านพ้นระยะพักตัวแล้ว
–  มีความสมบูรณ์   ไม่ลีบ  ไม่มีเมล็ดอื่นปะปน
–  มีความงอกสม่ำเสมอ  อัตราการงอกสูง
–  ตรงตามพันธุ์
–  งอกได้เร็ว  และเจริญเติบโตดี
–  ปราศจากโรคและแมลง

               ๒. วัสดุเพาะดี   มีคุณสมบัติดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในเรื่องของวัสดุเพาะ

               ๓. สภาพแวดล้อมดี คือ มีความชื้น  อุณหภูมิ   แสง   และอากาศเหมาะสม

               ๔. วิธีการดี  ได้กล่าวถึงวิธีการเพาะเมล็ดอย่างละเอียดไว้แล้ว  แต่อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดก็ได้ หากลงมือปฏิบัติเอง  อาจพบเห็นปัญหามากมายแตกต่างได้อีก โดยวิธีการแก้ปัญหาของแต่ละบุคคลย่อมจะแตกต่างกัน  ดังนั้น วิธีการที่ดีและเหมาะสมจึงแตกต่างกันไปด้วย

ง. ปัญหาที่มักเกิดขึ้นในการเพาะเมล็ดไม้ดอก    มีดังนี้
              ๑.  เมล็ดงอกน้อย  ทั้งที่เมล็ดมีคุณภาพดี และมีอัตราการงอกสูง สาเหตุอาจเนื่องมาจากวัสดุเพาะมีความชื้นไม่เพียงพอ  และไม่สม่ำเสมอทั่วกัน โดยเฉพาะในช่วงวันแรกๆ ที่เริ่มเพาะ จึงแนะนำให้รดน้ำจนชุ่ม  โดยรด  ๒ – ๓  ครั้งในวันแรกที่เพาะ เพื่อให้วัสดุเพาะมีความชุ่มชื้นเพียงพอที่จะทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีภายในเมล็ด และทำให้เปลือกหุ้มเมล็ดอ่อนตัวลง จนต้นอ่อนสามารถงอกออกมาได้  หรืออาจเป็นเพราะเมล็ดเหล่านั้นสูญสิ้นความงอก หรือตายไปแล้วก่อนนำมาเพาะ ซึ่งอาจเกิดจากการเก็บรักษาเมล็ดก่อนการเพาะไว้ในที่ที่ไม่เหมาะสม เช่น วางเมล็ดไว้ในรถยนต์ที่ปิดกระจกในระหว่างไปรับประทานอาหารกลางวันเพียง ๑ – ๒  ชั่วโมง ความร้อนภายในรถยนต์อาจสูงพอที่จะฆ่าเมล็ดเหล่านั้นได้ จึงควรตระหนักในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ไว้ด้วย

               ๒. ต้นกล้ายืด เนื่องจากต้นกล้าได้รับแสงไม่เพียงพอ เพราะเปิดกระดาษออกช้า หรือสถานที่เพาะเมล็ดได้รับแสงน้อยไป

               ๓. ต้นกล้าเน่า สามารถป้องกันได้โดยการเปิดกระดาษออกทันทีหลังจากต้นกล้างอก ให้ได้รับแสงเพียงพอ ต้นกล้าจะไม่ยืดจนล้มในขณะได้รับการรดน้ำ และไม่ควรรดน้ำบ่อยครั้งเกินความจำเป็น เพราะจะทำให้ต้นกล้าบอบช้ำ ซึ่งง่ายต่อการเข้าทำลายของเชื้อโรค ควรทิ้งช่วงให้วัสดุเพาะแห้งบ้างพอหมาดๆ แต่อย่าปล่อยให้แห้งจัดจนเกิดรอยแตกแยกของวัสดุเพาะ

               ๔. ต้นกล้าไม่แกร่ง ทำให้เกิดปัญหาการตายของต้นกล้าหลังจากย้ายปลูก เนื่องจากสาเหตุหลายประการ เช่น ต้นกล้าได้รับแสงน้อยเกินไป รดน้ำมากไป หรือมีการเร่งปุ๋ยไนโตรเจนเกินความจำเป็น ก่อนการย้ายกล้า ๒ – ๓ วัน ควรรดด้วยน้ำผสมปุ๋ยโพแทสเซียมอย่างเจือจาง จะช่วยให้ต้นกล้าแกร่งขึ้น หรืองดน้ำล่วงหน้าการย้าย  ๑ วัน หรือฉีดพ่นด้วยสารชะลอการเจริญเติบโตก่อนการย้ายกล้า ๔ – ๕ วัน จะทำให้ต้นกล้าทนการขาดน้ำ และทนแล้งยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือ ไม่ทำให้ต้นกล้ายืด

          ดูเพิ่มเติมเรื่อง ไม้ดอกหอมของไทย  เล่ม ๒๒ ไม้ในวรรณคดีไทย (ตอน ๑) เล่ม ๒๓ และไม้ในวรรณคดีไทย (ตอน ๒)  เล่ม  ๒๔
[กลับหัวข้อหลัก]

ทรายก่อสร้างร่อนเอากรวดหินออก

ต้นกล้าเจริญเติบโตเร็วในสภาพแวดล้อมที่ดี


การเลือกซื้อดอกกุหลาบ

.คุณภาพของดอกกุหลาบที่สำคัญที่สุดที่ผู้ซื้อต้องการก็คือความทน หรือที่ฝรั่งเรียกว่า “อายุปักแจกัน” (VASELIFE) เดี๋ยวนี้กุหลาบพันธุ์ตัดดอกที่ปลูกขายกันอยู่ส่วนใหญ่ก็มีอายุแจกัน 4-5 วันเป็นอย่างน้อย แต่ก็อย่าวางใจนักว่ากุหลาบที่เรารู้จักว่าเป็นพันธุ์ที่อายุแจกันหลายวันจะอยู่กับเราตามที่คิด เพราะกุหลาบจะปักแจกันได้ทนแค่ไหนขึ้นอยู่กับปัจจัยมากหลายประการ เริ่มตั้งแต่อยู่ที่สวนจนถึงเมื่อมาอยู่ในกระป๋องที่ร้านที่เราได้ซื้อมา คนเหล่านั้น…คนปลูก คนกลาง คนขนส่ง คนขาย…เขาทำกับดอกกุหลาบโดยถูกโดยควรหรือไม่
……….สำหรับที่สวนในรถที่ขนกุหลาบ ที่ร้านขายส่งนั้น เราไม่ได้รู้ไม่ได้เห็น และไม่มีทางรู้ แต่เราก็ยังพอมีทางจะดูจากตัวดอกกุหลาบ กิ่งก้านและใบที่เราเห็นในขณะที่เราซื้อรวมทั้งสภาพแวดล้อมอื่นๆ บางอย่างที่จะช่วยเราตัดสินว่าควรจะซื้อหรือไม่
1.    หน้าตาของร้านขายดอกกุหลาบ พอจะทำให้เราเดาออกว่าเขาทำกับกุหลาบที่เขาขายอย่างไร สังเกตภาชนะที่ใส่ดอก ความสะอาด ความเรียบร้อยในร้าน การวางภาชนะที่ใส่ดอกไว้ในที่เหมาะสมหรือไม่
2.    หน้าตาของดอกกุหลาบ รู้สึกว่าจะเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดที่หน้าตาของดอกกุหลาบเป็นสิ่งที่คนซื้อดอกจะต้องดูก่อนอื่น ถ้าดอกกุหลาบหน้าตาซูบซีด เหงาๆ สีไม่สดใสเปล่งปลั่งก็สรุปได้เลยว่ากุหลาบกำลังหมดอายุหรือไม่ก็ขาดน้ำขาดอาหาร ทั้งๆ ที่ยังไม่หมดอายุจริงย่อมเป็นดอกไม่ควรซื้อ
3.    ใบกุหลาบที่ปิดอยู่กับก้าน ก็บอกอะไรได้เหมือนๆ กับดอกกุหลาบที่ยังสด ใบจะสดใสเปล่งปลั่ง ถ้าใบเริ่มแตกหรือหลุบ ใบนิ่ม ก็แสดงว่ากำลังจะหมดอายุหรือขาดอาหาร ขาดน้ำดังกล่าวแล้ว
4.    แต่กุหลาบที่หน้าตาดี บางทีก็หลอกคนซื้อเอาได้เหมือนกัน การดูด้วยตาบางทีจึงอาจไม่พอ ถ้าจะให้แน่ต้องขอเอามือคลำ แต่วิธีตรวจสอบคุณภาพแบบนี้ ต้องทำให้แนบเนียนสักหน่อย เพื่อจะได้ไม่ถูกค้อนเอา  กุหลาบที่จับดูกลีบยังแข็งก็แสดงว่าก้านยังดูดน้ำดีและยังมีอาหารพอ ถ้ากลีบเริ่มนิ่มก็เป็นเครื่องบอกว่าเริ่มมีปัญหาแล้ว แม้ว่าหน้าตายังดีก็ตาม
5.    คนซื้อดอกกุหลาบที่คิดว่า ถ้าซื้อดอกที่ยังตูมเข้าไว้จะได้กำไรกว่า เพราะจะอยู่ได้หลายวัน อาจผิดหวังได้ง่ายๆ เพราะดอกตูมที่ซื้อไปจะตูมอยู่อย่างนั้นจนคอพับอยู่ในแจกันในที่สุด
6.    ดอกกุหลาบที่จะอยู่ในแจกันทนจะต้องเป็นดอกที่คนขายเก็บรักษาและดูแลมาด้วยดี นอกจากจะสังเกตตัวดอกรวมไปจนถึงใบแล้ว ถ้าไม่กลัวถูกหาว่าเป็นคนซื้อดอกกุหลาบที่ “กระดูก”ที่สุดก็ควรจะดูก้านกุหลาบเสียด้วย
7.    ภาชนะใส่ดอกที่คนขายใช้อยู่ก็เหมือนกับหน้าตาร้านขายดอกกุหลาบ คือเป็นตัวบอกคุณภาพของดอกที่เขาขายได้เป็นอย่างดี ถ้าข้างนอกยังสกปรกแล้ว ก็เชื่อต่อไปได้เลยว่าข้างในคงจะไม่ล้างสะอาดแน่ ถังที่ไม่ล้างทำความสะอาดทุกครั้งที่เปลี่ยนน้ำทำให้จุลินทรีย์สะสมอยู่ ก้านดอกจะเน่าเร็วและอายุกุหลาบจะสั้นลง ถ้าจะให้ดีตอนที่ยกกุหลาบขึ้นมาดูก้าน แอบเอานิ้วจุ่มลงไปในน้ำที่แช่ดอกแล้ว ยังไม่เปลี่ยนน้ำที่แช่ด้วย
8.    ซื้อกุหลาบตอนไหนก็ไม่ลำบากใจ เท่ากับเทศกาลวาเลนไทน์ เพราะตอนนั้นจะมีดอกกุหลาบที่ไม่ใช่กุหลาบแห่งความรัก แต่เป็นกุหลาบแห่งความโลภออกมาขายปะปนอยู่จนไม่รู้ว่าอะไรเป็นกุหลาบดี อะไรเป็นกุหลาบเลว
 .

เทคนิคการปลูกกุหลาบให้งามนานๆ

กุหลาบได้ชื่อว่าเป็น 

 “ราชินีแห่งสวน”

(Queen of Garden)

แต่พอปลูกทีไรออกดอกชุดเดียว 

ราชินีกลับสวรรค์ทุกที… 

สวย..แต่ปลูกยาก…

อยู่ที่ร้านต้นไม้งาม ๆ..ซื้อกลับมาบ้าน..งอม ๆ 

ถ้าอยากปลูกกุหลาบให้เป็นราชินีแห่งสวนของบ้านเรานานนนนนนน…นาน..ทำไงดี..??

ผู้รู้บอกว่า.. “กุหลาบต้องให้ผู้หญิงปลูก เพราะเป็นราชินี ต้องปลูกวันพุธ เพราะเป็นไม้ดอก และต้องปลูกทางทิศตะวันออกของบ้าน..จึงจะงาม…” 

..อยากให้กุหลาบงาม…ท่านต้องรักต้นกุหลาบให้มาก ๆ พอกับรักดอกกุหลาบ…

สวนตัวผมขอสรุปเป็นเทคนิค…(แปลว่าไม่ใช่วิชาการโดยตรงครับ..)

1. การเลือกกิ่งพันธุ์กุหลาบ กิ่งตอน หรือกิ่งติดตา จะทนทานกว่ากิ่งชำ (แต่ราคาอาจสูงกว่า)

2. การปลูก กุหลาบชอบแดดจัด ต้องปลูกกลางแจ้ง

2.1 ปลูกในแปลง ระยะปลูก 50-60 ซ.ม. ขนาดหลุม 30x30x30 ซ.ม. ใช้ปุ๋ยคอกผสมกับดินปลูก 1:2 ส่วน

2.2 ปลูกในกระถาง ต้องใช้กระถางทรงสูง 10-16 นิ้ว และต้องเปลี่ยนกระถางให้ใหญ่ขึ้นทุกปี พร้อม ๆ กับเปลี่ยน หรือเพิ่มวัสดุปลูกทุกปีเช่นกัน

3. การรดน้ำ กุหลาบชอบชื้น แต่ไม่ชอบแฉะ ต้องรดให้ชุ่ม แต่ไม่ต้องโชก 5-7 วันรดครั้ง และพยายามอย่ารดน้ำให้โดนใบหรือการรดดินก็อย่าให้ดินกระเด็นขึ้นโดนต้น โดนใบ เพราะเชื้อราจะขึ้นตามไป

4. การใส่ปุ๋ย

* ต้นเล็ก เน้นปุ๋ยไนโตรเจนสูง

* ต้นใหญ่ออกดอก ใช้ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารหลักครบ ทั้ง ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปรตัสเซียม

อัตรา 1 กำมือต่อต้น โรยรอบทรงพุ่ม อย่าให้โดนใบ หรือโคนต้น 

5. การตัดดอก ต้องเหลือกิ่งที่มีใบย่อยครบ 5 ใบ อย่างน้อย 2 กิ่งเสมอ เมื่อตัดดอกแล้ว ให้นำไปแช่น้ำทันที

6. การตัดแต่งกิ่ง เมื่อกุหลาบโตข้ามปี ถ้าเป็นกิ่งปักชำ หรือกิ่งตอน ให้ตัดกิ่งสูง แต่ถ้าเป็นกิ่งติดตา สามารถตัดต่ำได้

7. เคล็ดลับการระเบิดดิน และปุ๋ยที่ทำให้ต้นไม้โตทั้งกลางวันกลางคืน ขออุ๊ปไว้ก่อนครับ..

การดูแลรักษากุหลาบ

การเกษตรเรื่องการดูแลรักษากุหลาบ

การเกษตรเรื่องการดูแลรักษากุหลาบ
การเกษตรเรื่องการดูแลรักษากุหลาบ

 

      การให้น้ำกุหลาบ

 

    • การรดน้ำกุหลาบควรรดในตอนเช้า ไม่ควรรดน้ำกุหลาบมากจนเกินไปทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและสภาพดินที่เกษตรกรปลูก ข้อควรระวังคือ ในระหว่างที่เกษตรกรรดน้ำนั้นไม่ควรรดให้โดนใบกุหลาบเพราะอาจจะทำให้โรคที่มีอยู่แพร่ระบาดตามใบและกิ่งของกุหลาบได้ และไม่ควรรดน้ำให้ดินกระจายขึ้นบริเวณใบกุหลาบ

การให้ปุ๋ยกุหลาบ

  • หลังจากที่เกษตรกรได้ทำการปลูกกุหลาบแล้วให้ทำการพรวนดิน โดยต้องระวังอย่าให้โดนรากของต้นกุหลาบ จากนั้นให้ใส่ปุ๋ยเคมีที่มีไนโตรเจนสูง ทุก 10-15 วัน เพื่อทำการเร่งใบและกิ่ง อัตราส่วน 1 กำต่อ 1 ตัน โรยบริเวณรอบ ๆ โคนต้น ห่างจากโคนต้นประมาณ 6 นิ้ว จากนั้นให้รดน้ำอย่าให้โชก เมื่อกุหลาบเริ่มออกดอกให้เกษตรกรทำการใส่ปุ๋ยเคมีที่มีฟอสฟอรัสและโปแตสเซี่ยม เพื่อเร่งการออกดอกและทำให้กิ่งก้านแข็งแรง

การป้องกันและกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก

อาจใช้การถอนหรือใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชซึ่งมีทั้งชนิดคุม กำเนิดและชนิดที่ถูกทำลายต้นตาย (อัตราการใช้จะระบุอยู่ที่ฉลากของขวด) ข้อควรระวัง
ในการใช้สารเคมีเพื่อกำจัดวัชพืชนี้คือ พยายามหลีกเลี่ยงที่จะฉีดพ่นสาร ให้ถูกต้นหรือใบกุหลาบและไม่ใช้ถังฉีดพ่นปะปนกับถังที่ใช้พ่นสารเคมีป้องกันกำจัด
โรคและแมลง

การใส่ปุ๋ย

ในระยะแรกของการปลูกจะเป็นระยะที่ต้นกุหลาบเจริญเติบโตสร้างใบ และกิ่ง ควรใส่ปุ๋ยเคมีที่มีสูตรตัวแรกคือไนโตรเจนสูง โดยใส่ทุก 15 หรือ 30 วัน
อัตราการใส่ 1 กำมือต่อต้น ก่อนใส่ปุ๋ยควรมีการพรวนดินตื้นๆ อย่าให้กระทบ รากมากนัก แล้วโรยปุ๋ยให้รอบ ๆ ต้นห่างจากโคนต้น 4-6 นิ้วแล้วแต่
ขนาดของ ทรงพุ่ม จากนั้นก็รดน้ำตามให้ซุ่ม (แต่อย่ารดน้ำจนโชก) เมื่อกุหลาบเริ่มให้ดอก ควรใช้ปุ๋ยเคมีที่มีฟอสฟอรัสและโปแตสเซี่ยมสูงควบคู่กันไป
เพื่อเร่งการออกดอก และทำให้ก้านดอกแข็งแรง นอกจากนี้อาจจะให้ปุ๋ยทางใบเพิ่มเติมก็จะเป็นการดี ข้อควรระวังในการใส่ปุ๋ย หลังจากปลูกแล้วคือ
ควรโรยปุ๋ยให้กระจายรอบ ๆ ต้น อย่างสม่ำเสมออย่าใส่เป็นกระจุก ๆ ที่จุดใดจุดหนึ่งเพราะอาจทำให้เกิดความเสียหาย ต่อต้นกุหลาบได้ เนื่องจาก
มีความเข้มข้นของปุ๋ยตรงจุดที่ใส่มากเกินไป

การให้น้ำกุหลาบ

กุหลาบเป็นพืชที่ต้องการความชื้นสูง ปริมาณน้ำที่รดลงไปในดินปลูกควร กะให้น้ำซึมได้ลึกประมาณ 16-18 นิ้วและอาจเว้นระยะการรดน้ำได้คือ ไม่จำเป็น
ต้องรดน้ำทุกวัน (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพดินปลูก) มีข้อควรจำอย่างยิ่งในการรดน้ำ กุหลาบคือ อย่ารดน้ำให้โดนใบเนื่องจากโรคบางโรคที่อยู่ตามใบหรือกิ่งจะแพร่ระบาด
กระจายไปได้โดยง่าย การให้น้ำก็ไม่ควรให้น้ำกระแทกดินปลูกแรงๆ เพราะเม็ดดิน จะกระเด็นขึ้นไปจับใบกุหลาบ ทำให้เชื้อโรคบางชนิดที่อาศัยอยู่ในดินระบาดกลับ
ขึ้นไปที่ต้นโดยง่ายและถ้าจำเป็นจะต้องรดน้ำให้เปียกใบควรจะรดน้ำในตอนเช้า

 

 

การคลุมดินแปลงปลูก

นื่องจากกุหลาบเป็นพืชที่ต้องการแสงแดดจัดอย่างน้อยวันละ 6 ชั่วโมง ดังนั้นสถานที่ปลูกกุหลาบจึงต้องเป็นที่โล่งแจ้งและจะต้องมีความชื้นสูงด้วย
การคลุมแปลงปลูกจึงเป็นสิ่งจำเป็นส่าหรับการปลูกกุหลาบโดยใช้วัสดุที่หาได้ง่ายใน ท้องถิ่นนั้นๆ เซ่น หญ้าแห้ง ฟาง เปลือกถั่วลิสง ซังข้าวโพด ชานอ้อย
ขุยมะพ้าว แกลบ และขี้เลื่อย เป็นต้น ควรจำไว้ว่าวัสดุที่จะนำมาคลุมแปลงปลูกนี้ควรเป็น วัสดุที่เก่า คือ เริ่มสลายตัวแล้วมิฉะนั้นจะทำให้เกิดการขาดไนโตรเจน
กับต้นกุหลาบ ดังนั้นถ้าไซ้วัสดุที่คลุมแปลงค่อนข้างใหม่ควรเติมปุ๋ยไนโตรเจนลงไปด้วย การคลุมแปลงนี้นอกจากจะช่วยรักษาความชื้นและอุณหภูมิรวมทั้ง
เพิ่มความโปร่งของดิน และเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดินในแปลงปลูกแล้วยังช่วยป็องกันวัชพืชให้ขืน ช้าอีกด้วย

การปลูกและการเตรียมดิน

กุหลาบสามารถปลูกได้ทั้งในดินที่เป็นกรดหรือด่าง แต่เจริญได้ดีในดิน ที่ค่อนข้างเป็นกรดเล็กน้อย คือมี pH ประมาณ 4.5-6.5 ถ้าดินเป็นกรดมากให้เติม
ปูนขาว 60-100 กิโลกรัมต่อ 100 ตารางวา แต่ถ้าดินเป็นด่างก็ใส่กำมะถันผง 20-50 กิโลกรัมต่อ 100 ตารางวา เมื่อเตรียมแปลงปลูกเรียบร้อยแล้ว
ให้ขุดหลุม ปลูกกว้างและลึก 30 x 30 เซนติเมตร (ถ้าเตรียมหลุมปลูกกว้างและลึกกว่านี้ จะ เป็นการดียิ่งขึ้น) จากนั้นก็จะใส่ปุ๋ยคอก เช่น ขี้เป็ด ขี้ไก่ ขี้วัว ฯลฯ
ประมาณหลุมละ 1 บุ้งกี๋ ใส่ปุ๋ยซุปเปอร์ฟอสเฟต หรือกระดูกป่นเป็นปุ๋ยรองก้นหลุม ๆ ละ 1 กำมือ คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วจึงนำกิ่งพันธุ์กุหลาบ
ซึ่งอาจจะเป็นกิ่งตอนหรือต้นติดตา ลงไปปลูก กลบดินที่โคนต้นให้กระชับและรดน้ำให้ชุ่ม

กิ่งพันธุ์ที่นิยมนำมาปลูกเพื่อตัดดอกเป็นการค้าในปัจจุบัน ได้แก่ กิ่งตัดชำ และกิ่งตอนจะมีเกษตรกรบางรายที่ปลูกโดยใช้ต้นติดตา แต่มีน้อยราย

 

 

การตัดชำ

การตัดชำ (Cutting) หมายถึง    การตัดส่วนหนึ่งส่วนใดของพืช  แล้วนำไปปักไว้ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม  เช่น ปักไว้ในที่มีความชุ่มชื้นหรือแช่ไว้ในน้ำ ส่วนนั้นจะสามารถเกิดราก และแตกยอด กลายเป็นพืชต้นใหม่ได้  ซึ่งจะมีคุณสมบัติและคุณลักษณะเหมือนต้นแม่ทุกประการ

การขยายพันธุ์พืช  โดยการตัดชำ เป็นวิธีการที่นิยมใช้กันมากทั้งพืชใบกว้างและใบแคบที่มีใบเขียวตลอดปี  โดยเฉพาะเหมาะสำหรับขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ  เช่น  เทียนทอง  ไทร  ชบา เข็ม  โกสน  เล็บครุฑ  สาวน้อยประแป้ง  หูปลาช่อน  หลิว  เบญจมาศ  มะลิ  กุหลาบ  ฯลฯ    นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ขยายพันธุ์ไม้ผลที่ออกรากง่าย  เช่น  องุ่น  สาเก  มะนาวและส้มบางชนิด ได้

การตัดชำ  จะมีความหมายเดียวกับ  การปักชำ   แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า  การปักชำ  จะใช้กับส่วนที่เป็นลำต้น  กิ่ง  หรือใบพืช  ที่นำไปปักลงในวัสดุชำ  เพื่อให้เกิดรากเท่านั้น ดังนั้น ความหมายของคำว่า  ตัดชำ  จึงกว้างกว่า  ปักชำ  เพราะสามารถใช้ได้ทั้งส่วนที่อยู่บนดิน เป็น ลำต้น  กิ่ง  และใบ   และส่วนที่อยู่ใต้ดิน เป็น ราก  เหง้า  แง่ง  และหัวพืช  การตัดชำ มีความสำคัญ คือ สามารถทำได้ง่าย และเพิ่มปริมาณพืชได้รวดเร็ว ใช้ต้นทุนต่ำ และได้พันธุ์ไม้ที่ตรงตามพันธุ์เดิม

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดชำ

การตัดชำจะประสบผลสำเร็จมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อการออกรากของพืช ดังนี้

1)  คุณลักษณะของชิ้นส่วนของพืชที่จะนำมาตัดชำ ส่วนต่างๆ ของพืชนั้น จะต้องตัดมาจากต้นแม่ที่สมบูรณ์ อายุยังน้อย ไม่มีโรคและแมลงทำลาย ไม่เป็นต้นพืชที่อยู่ในระยะพักตัวและเป็นต้นพืชที่มีการสะสมอาหารไว้เต็มที่

2)   ตำแหน่งของรอยตัด ควรตัดด้วยกรรไกรหรือมีดคมๆ โดยให้ฐานรอยตัดด้านล่างอยู่ใต้ข้อหรือชิดข้อ รอยแผลที่ตัดต้องเรียบ ไม่ฉีกขาดหรือช้ำ ซึ่งจะช่วยให้ส่วนของพืชออกรากได้ดี

3)   วัสดุตัดชำ วัสดุตัดชำที่ดีควรมีคุณสมบัติ คือ ทนทานไม่ผุสลายได้ง่าย หาได้ง่าย ราคาถูก ดูดความชื้นได้มากพอ แต่ควรมีความโปร่ง เพื่อให้สามารถระบายน้ำ ถ่ายเทอากาศได้ดีและปราศจากเมล็ดพืชตลอดจนโรคและแมลง ควรมีคุณสมบัติเป็นกลาง ไม่เป็นกรดหรือด่างจนเกินไป

4)   ความชื้น โดยทั่วไปความชื้นในวัสดุตัดชำที่เหมาะสมต่อการออกรากและแตกยอดและการเจริญเติบโตของกิ่งตัดชำ คือ อยู่ในช่วงประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์

5)   อุณหภูมิ  ควรดูแลให้อุณหภูมิบริเวณโคนกิ่งตัดชำสูงกว่าอุณหภูมิที่อยู่เหนือกิ่งตัดชำเพื่อให้พืชออกราก่อนที่จะแตกยอด

6)   แสง  พืชจะงอกรากหรือแตกยอดได้ดี เมื่อตัดชำไว้ในที่มีแสงสว่างเพียงพอ ดังนั้นการตัดชำในบริเวณที่มีแสงรำไรคือ ให้กิ่งตัดชำได้รับแสงประมาณ 50%

7)   การใช้สารเคมีหรือฮอร์โมน การใช้สารเคมีหรือฮอร์โมนเร่งราก จะช่วยทำให้พืชออกรากได้เร็วและยังมีปริมาณของรากมากอีกด้วย

เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการตัดชำ
1)    กรรไกรตัดแต่งกิ่ง
2)      มีดขยายพันธุ์หรือคัตเตอร์
3)      ภาชนะหรือกระบะชำ
4)   วัสดุปักชำ (Rooting Media) ได้แก่ ดินร่วน ทรายหยาบ ขี้เถาแกลบ ปุ๋ยคอก      ขุยมะพร้าว พีต มอส เศษซากพืชสับ/ป่น   เป็นต้น
5)      ส่วนของพืชที่มาใช้ขยายพันธุ์ เช่น ราก ต้นหรือกิ่ง ใบที่มีตาติดและแผ่นใบ    เป็นต้น
6)      ฮอร์โมนเร่งราก

รูปแบบของการตัดชำหรือปักชำ  ที่นิยมใช้ มี  4   วิธี   ตามลักษณะของชิ้นส่วนพืชที่นำมาตัดชำ  คือ
1)   การตัดชำกิ่งหรือต้น (Stem Cutting)
2)      การตัดชำใบ (Leaf Cutting)
3)      การตัดชำราก (Root Cutting)
4)      การตัดชำลำต้นและรากพิเศษ (Specialized  stem  and root Cutting)